สังคมแห่งการแบ่งปันโลก Socail Network: Facebook Twitter Google+ Blogger Baidu Pinterest Amazon Evernote Flipboard Messenger Gmail Outlook Y! Mail Email PDF Online Print Addthis

การบวชและการประพฤติพหมจรรน์

คัดลอกลิงค์#
เพิ่มเติม
  • อ่าน : 264
  • ตอบ : 2
โพสเมื่อ : 2016-05-24 23:25
โพสต์เมื่อ 2016-12-03 โดย niralai แก้ไข
Pro คุณสามารถเพลิดเพลินกับบริการมากขึ้นหลังจากเชื่อมโยงไปถึงโอ,เข้าสู่ระบบในขณะนี้บาร์ หากคุณยังไม่มีบัญชีกรุณาลงทะเบียนตอนนี้ร่วมกับเรา! X
การบวชและการประพฤติพรหมจรรย์

รูปภาพ:ord-1419068039-0006.jpg



ประวัติความเป็นมาของคำว่า
"นาค"

          ชายเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
จะสามารถอุปสมบท หรือบวช เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
เพื่อศึกษาธรรมวินัยนำมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติต่อไปในการออกมาครองเรือนในภายภาคหน้าได้
สำหรับก่อนการบวชเรียนจะมีการไปอยู่วัดเพื่อเตรียมฝึกหัดในการท่องคำขานนาค
และฝึกหัดซ้อมเกี่ยวกับวิธีบวช ในช่วงที่มาอยู่วัดนี้
ชาวบ้านจะเรียกผู้เตรียมตัวจะบวชว่า "นาค" หรือ "
"พ่อนาค" "

อาจมีหลายๆคนสงสัยว่า
ทำไมต้องเรียกผู้จะบวชว่านาค ทำไมไม่เรียกชื่ออื่น ประวัติความเป็นมาของคำว่า
""นาค" อาจทำให้หลายๆคนหายข้องใจได้ ซึ่งประวัติของคำว่า
"นาค" มีดังนี้

ในสมัยพุทธกาล
เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่
มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ
อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดังเดิม
ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม
ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช
พระพุทธองค์ทรงดำริว่าสัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวชจึงโปรดให้ปลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดังเดิม
แต่ภิกษุนั้นมีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา
ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวชว่า "นาค"
สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การบวชคืออะไร ?    
(พุทธทาสภิกขุ)

เมื่อมีปัญหาขึ้นมาว่า การบวช คืออะไร ? ดังนี้แล้ว ทางที่ดีที่สุดควรจะถือเอาใจความตัวพยัญชนะคำว่า บวชนั่นเอง คำว่า บวชเป็นภาษาไทย ซึ่งถอดรูปมาจากคำในภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺชา
            
คำว่าปพฺพชฺชานี้ มีรากศัพท์ คือ ป + วช : ป แปลว่า
ทั่วหรือสิ้นเชิง

            
วช แปลว่า ไป หรือเว้น
            
คำว่า ป + วช จึงแปลว่า ไปโดยสิ้นเชิง
หรือ เว้นโดยสิ้นเชิง

            
ที่ว่า ไปโดยสิ้นเชิงนั้นหมายถึง ไปจากความเป็นฆราวาส คือ จากการครองเรือนไปสู่ความเป็นบรรพชิต
คือ ผู้ไม่ครองเรือนโดยสิ้นเชิง โวหารที่สูงไปกว่านั้น ท่านเรียกว่า ไปจากโลกโดยสิ้นเชิง
ซึ่งหมายความว่า ละเสียจากวิสัยที่ชาวโลกเขามีกัน เป็นกันโดยสิ้นเชิง นั่นเอง

            
คำว่า "ไปจากความเป็นฆราาส" นี้หมายความว่า  ไปจากบ้านเรือน
 ซึ่งหมายถึง

 
 
        
การสละความมีทรัพย์สมบัติ
            
การสละวงศ์ญาติทั้งหลาย
            
การเลิกละการนุ่งห่มอย่างฆราวาส
            
เลิกละการกินอยู่อย่างฆราวาส
            
เลิกละการใช้สอยอย่างฆราวาส
            
เลิกละอาการกิริยาวาจาอย่างฆราวาส
            
เลิกละความรู้สึกนึกคิดอย่างฆราวาสสิ้นเชิง
ดังนี้  จึงจะเรียกว่า  ไปหมดจากความเป็นฆราวาส  โดยสิ้นเชิง
 หรือไปจากโลกโดยสิ้นเชิง

 
           โดยสรุปแล้ว ฉันอยู่ด้วยการระลึกถึงพระพุทธภาษิตของพระพุทธองค์
ซึ่งเราถือว่าเป็นพระพุทธบิดา อันได้ตรัสไว้ว่า
พวกเธอ จงฉันบิณฑบาตสักว่าเหมือนกับน้ำมันสำหรับหยอดเพลาเกวียนหรือเหมือนกับมารดาบิดาซึ่งหลงทางกลางทะเลทราย
ต้องจำใจกินเนื้อบุตรของตน ที่ตายแล้วในกลางทะเลทราย   เพื่อประทังชีวิตของตนเองฉันนั้น
กิริยาดังกล่าวนี้ คือ การเลิกละจากการกินอยู่อย่างฆราวาสโดยสิ้นเชิง
 
           ที่ว่าป+ วช หรือเป็นภาษาบาลีอย่างเต็มรูปว่า
"ปพฺพชฺชา" นั่นเอง นี้คือความหมายของคำว่า
บวช ในส่วนที่ว่าไปหมด คือไปหมดจากความเป็นผู้ครองเรือนหรือเพศฆราวาสนั่นเอง
 
           ส่วนความหมายของคำว่าบวช ที่ว่าเว้นหมด นั้น อธิบายว่าเมื่อบวชเป็นบรรพชิตแล้ว
จักต้องเว้นสิ่งซึ่งควรเว้น ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อย่างไรนั้นโดยสิ้นเชิง

บวชทำไม ? ปัญหานี้ ตอบตามทางพิจารณาดูตามประวัติของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้านั้น
เมื่อทรงเป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระราชกุมาร ก็ทรงมีความบริบูรณ์พูนสุขทุกประการ
แต่ได้ทรงปรารภถึง ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่มีครอบงำสัตว์โลกทุกถ้วนหน้า จึงทรงประสงค์จะพบโมกขธรรมคือธรรมะเป็นเครื่องพ้นจากความแก่
ความเจ็บ ความตาย เมื่อได้ทรงประสบพบเห็นสมณะคือนักบวช ก็ทรงเลื่อมใสในการบวช ทรงเห็นว่าจะเป็นทางแสวงหาโมกขธรรมคือธรรมะเป็นเครื่องพ้นจากความทุกข์ดังกล่าวนั้นได้
จึงได้เสด็จออกบวช เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายแห่งการบวชของพระพุทธเจ้า จึงได้มุ่งโมกขธรรม
ธรรมะเป็นเครื่องพ้นจากความทุกข์ของโลก คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย พร้อมทั้งความเกิด
ผู้ที่บวชตามพระพุทธเจ้าในชั้นแรก ก็มีความมุ่งเช่นนี้ ดังเช่นพระสาวกในครั้งพุทธกาลรูปหนึ่ง
ชื่อว่า พระรัฏฐปาละ ท่านเป็นลูกเศรษฐี แต่ก็ได้สละทรัพย์สมบัติออกบวชปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง
วันหนึ่ง
พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นนั้น พระนามว่าพระเจ้าโกรัพยะ ได้ถามท่านว่า ท่านบวชทำไม
? เพราะคนโดยมากนั้น
บวชกันเพราะเหตุว่า มีความเสื่อมเพราะชราบ้าง มีความเสื่อมเพราะความป่วยไข้บ้าง
มีความเสื่อมเพราะทรัพย์สมบัติบ้าง มีความเสื่อมญาติบ้าง
แต่ว่าท่านรัฏฐปาละเป็นผู้ที่ยังไม่มีความเสื่อมใด ๆ ดั่งกล่าวนั้น
ไฉนท่านจึงออกบวช ท่านก็ตอบว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัส ธัมมุเทส ไว้ ๔ ข้อ คือ

         -
โลกอันชราย่อมนำเข้าไป ไม่ยั่งยืน
         -
โลกไม่มีอะไรต้านทานจากความเจ็บป่วย ไม่เป็นใหญ่
        -
โลกไม่ใช่ของ ๆ ตน เพราะทุก ๆ คนจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป
ด้วยอำนาจของความตาย และ

        -
โลกพร่องอยู่ ไม่มีอิ่ม เป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก
 
ท่านได้ปรารภธัมมุเทส คือการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง
๔ ประการนี้ จึงได้ออกบวช.

      แต่ว่าการบวชนั้น ก็มิได้มีผู้มุ่งผลอย่างสูงดั่งกล่าวนี้เสมอไป
ดังในมิลินทปัญหา พระเจ้ามิลินท์ ได้ถาม พระนาคเสน ว่า
ประโยชน์สูงสุดของการบวชคืออะไร
? พระนาคเสนท่านก็ตอบว่า
ประโยชน์สูงสุดของการบวชนั้น คือพระนิพพาน คือความดับ เพราะไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ทั้งหมด
แต่คนก็มิใช่บวชเพื่อประโยชน์นี้ทั้งหมด บางคนบวชเพราะหลีกหนีราชภัยบ้าง หนีโจรภัยบ้าง
ปฏิบัติตามพระราชประสงค์หรือความประสงค์ของผู้มีอำนาจบ้าง ต้องการจะพ้นหนี้สินบ้าง
ต้องการความเป็นใหญ่บ้าง ต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายบ้าง
เพราะกลัวภัยต่าง ๆ บ้าง
พระเจ้ามิลินท์ก็ถามว่า พระนาคเสนเล่า
เมื่อบวชมุ่งประโยชน์อย่างนี้หรือ หรือมุ่งอย่างไร
   พระนาคเสนก็ตอบว่า เมื่อท่านบวชนั้น
ท่านยังเป็นหนุ่ม ก็ไม่ได้คิดจะมุ่งประโยชน์อย่างนี้ แต่ว่าท่านคิดว่า
พระสมณะศากยบุตรเหล่านี้ เป็นบัณฑิตคือผู้ฉลาด จักสามารถยังเราให้ศึกษาได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงได้บวชเพื่อศึกษา
ครั้นท่านได้ศึกษาแล้ว ท่านจึงได้เป็นประโยชน์ของการบวช เพราะฉะนั้น ก็เป็นอันว่าท่านบวชก็ด้วยมุ่งประโยชน์เช่นนั้นเหมือนกัน
พระนาคเสนทานตอบพระเจ้ามิลินท์ดังนี้

 
อย่างที่ ๑ เรียกว่า บวชได้กิ่งใบของพรหมจรรย์ คือบวชแล้วก็มุ่งแต่จะได้ลาภ ได้สักการะ
ได้สรรเสริญ เมื่อได้ก็พอใจเพียงเท่านั้น

 
อย่างที่ ๒ เรียกว่า บวชได้กะเทาะเปลือกของพรหมจรรย์
คือก็ไม่ได้มุ่งจะได้ลาภสักการะและสรรเสริญทีเดียว แต่ก็ปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วย
และก็พอใจเพียงว่า จะปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เท่านั้น

        
อย่างที่
เรียกว่า บวชได้เปลือกของพรหมจรรย์
คือเมื่อปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้แล้ว ก็ปฏิบัติในสมาธิให้บริบูรณ์ด้วย
และก็พอใจเพียงสมาธิเท่านั้น

        
อย่างที่
เรียกว่า บวชได้กระพี้ของพรหมจรรย์
คือเมื่อปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ให้บริบูรณ์แล้ว ก็ปฏิบัติต่อไปจนเกิดญาณทัสสนะคือความรู้ความเห็นธรรมะขึ้นด้วย
และก็พอใจเพียงที่รู้ที่เห็นเท่านั้น

 
อย่างที่ ๕ เรียกว่า บวชได้แก่นของพรหมจรรย์ คือว่าได้ปฏิบัติสืบขึ้นไปจนได้วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์บางส่วนหรือสิ้นเชิง
ตามสามารถของการปฏิบัติ

        
อย่างที่
นี้ จึงจะชื่อว่าได้บรรลุแก่นของการบวช
หรือว่าบวชได้แก่นของพรหมจรรย์

การบวชได้อะไรบ้างตามชั้น ๆ นี้ อันที่จริงเมื่อได้บวชตั้งใจปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์ขึ้นมา ก็ชื่อว่าเป็นการบวชดีได้ แต่ยังมีกิจที่จะต้องทำให้สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกก็ต้องทำต่อไป
ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น การบวช จะได้ประโยชน์ของการบวชตั้งแต่ต้นขั้นต่ำดั่งที่กล่าวมานี้
ก็ต้องอาศัยการบวชใจประกอบอีกส่วนหนึ่ง เมื่อบวชพร้อมกายทั้งใจแล้ว ก็จะเป็นการบุญเป็นการกุศลอย่างสูง
เป็นบุญก็คือเป็นเครื่องชำระความชั่ว เป็นกุศลก็คือเป็นกิจของคนฉลาดชำระความชั่วของเราเอง
และเราเองก็เป็นผู้ฉลาดขึ้นเอง เป็นความฉลาดบริสุทธิ์

การบวชคืออะไร
         .เป็นการค้นหาอะไร ที่มันดีกว่าอยู่บ้านเรือน
๒.ให้เป็นการทดลองอยู่อย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ
อยู่อย่างต่ำต้อย พระเณรรูปไหนที่จะบวชเพียงเดือนเดียว
ก็ขอขอให้ถือเป็นโอกาสทดลองว่า จะมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย ไม่ต้องมีสมบัติเลย

.ทดลองการบังคับตัว
บังคับจิต บังคับความรู้สึก บังคับ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ

.ทดลองสละทรัพย์สมบัติ
ของรัก ของพอใจ ทดลองไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรทดลอง

.ประโยชน์ต่อตัวผู้บวช
ได้เรียนรู้ธรรมะ ได้ปฏิบัติจริงได้ผลจริงๆ และได้รับสิ่งใหม่ที่ดีที่สุด
คือเรื่องของพระธรรม ที่ทำให้บุคคลนั้นพ้นจากความทุกข์

.ประโยชน์ต่อญาติผู้บวช
ญาติพี่น้องทั้งบิดามารดา
จะได้ใกล้ชิดพระศาสนามีความปิติยินดีในธรรมและศาสนามากขึ้น เรียกว่า
เป็นญาติทางศาสนานั้นเอง ประโยชน์ทั้งหลายต่อสัตว์ทั้งหลาย
ที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร และทั้งประโยชน์ต่อพระศาสนาเนื่องจากผู้บวช
จะเป็นผู้เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่บุคคลทั่วไป และยังเป็นผู้สืบอายุพระศาสนาไว้
ให้คงอยู่คู่ลูกหลานคนไทยสืบไป

สรุป  การบวชอยู่ที่เราฝึกหัดชุบย้อม
กาย วาจา ใจ ให้มีระเบียบ เรียบร้อยดีงาม คนที่บวชแล้ว เป็นคนสุก  เป็นบัณฑิต
คนที่บวชแล้วเป็นบัณฑิต  อาราธนาศีล
กราบพระไหว้พระ เป็น ถวายสังฆทานได้
 บวชแล้วมีระเบียบวินัยในตัวเอง  กายจาใจ  
การพูดเป็น

โบราณท่านสอนว่า จะดูสมบัติผู้ดี ดูที่พระ  พระฝึกหัดกายวาจา และใจดีแล้ว

Phrasomchai
สมาชิกระดับ III
สมาชิกระดับ III
  • UID1463
  • สมัครเมื่อ2013-12-23
  • ใช้งานล่าสุด2016-07-07
  • ผู้ติดตาม0
  • ติดตาม0
  • โพสต์38
  • โปรไฟล์
  • วันเกิด0-0-0
  • เงิน16บาท
  • ความดี68คะแนน
  • จิตพิสัย0คะแนน
  • เครดิต0คะแนน
  • บริจาค0คะแนน
ถูกใจ0
ลิงค์โพสต์นี้#
โพสเมื่อ : 2017-03-18 00:08
ขอบใจ ขอบคุณ
ลิงค์โพสต์นี้#
โพสเมื่อ : 2017-04-02 20:26
wat

ขึ้นไปข้างบน
" />